3 เหตุผล เฟอร์กูสัน ไปร่วมงานกาล่าดินเนอร์ของ เบ็คแฮม

19 ตุลาคม 2004 วันนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไปร่วมงานกาล่าดินเนอร์ที่เชเชียร์ ภายในงาน พิธีกรถามคำถามคลาสสิคที่สุด ที่ทุกคนจำกันได้ถึงตอนนี้  อเล็กซ์ ถ้าคุณมีปืนพร้อมกระสุน 1 นัด คุณจะเลือกยิงใคร ระหว่างอาร์แซน เวนเกอร์ หรือ วิคตอเรีย เบ็คแฮม เฟอร์กี้หยุดคิด แล้วตอบกลับไปว่า “ผมขอกระสุนสองนัดเลยได้ไหม”

แม้เฟอร์กี้จะยิ้มๆเหมือนเล่นมุก แต่บางทีเขาอาจจะคิดจริงก็ได้ เรื่องนี้เป็นโจ๊กที่คนเอามาแซวเฟอร์กี้จนถึงวันนี้ ว่าตลอดชีวิตการทำงานของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่มีใครกล้าลูบคมบารมีเขาได้ นักเตะจะเก่งหรือสำคัญกับทีมแค่ไหน ยาป สตัม, รุด ฟาน นิสเตลรอย หรือ รอย คีน ถ้าล้ำเส้นเมื่อไหร่ เขาเคลียร์ทิ้งได้หมด แต่มีอยู่สองคนนี้แหละ เวนเกอร์ กับ วิคตอเรีย ที่เขาทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่ใช่นักเตะในทีมของเขานี่นา

สำหรับเรื่องของอาร์แซน เวนเกอร์ ความขัดแย้งกับเฟอร์กี้ เกิดขึ้นด้วยเรื่องในสนามฟุตบอลเป็นหลัก เพราะอาร์เซน่อล คือทีมเดียวที่อาจหาญมาต่อกร กับอาณาจักรความยิ่งใหญ่ของปีศาจแดง ในช่วงเวลานั้น แล้วเวนเกอร์ก็ไม่ใช่สไตล์นอบน้อมด้วย โดยเฟอร์กี้จิกมา เวนเกอร์ใส่คืน กลายเป็นการตอบโต้ของ 2 กุนซือที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุค แล้วกับเคสของวิคตอเรียล่ะ อืม น่าสนใจทีเดียว วันนี้เราจะมาคุยกันว่าทำไม เซอร์อเล็กซ์ ถึงอยากขอกระสุนอีกสักนัด เพื่อยิงโป้งใส่วิคตอเรียไปเลย

แน่นอน สาเหตุที่เฟอร์กี้ ไม่ค่อยถูกชะตากับวิคตอเรียนัก ก็คือ เธอเป็นคนทำให้เดวิด เบ็คแฮม เปลี่ยนไปจากเดิม เบ็คแฮม คือนักเตะที่เฟอร์กี้ชอบมากๆ ตั้งแต่เป็นเยาวชนแล้ว เขาชอบใจที่เด็กหนุ่มจากลอนดอนคนนี้ มีทางเลือกจะย้ายไปสเปอร์ส หรืออาร์เซน่อล แต่สุดท้ายเลือกมาอยู่ในเมืองที่ห่างไกลบ้านเกิด อย่างแมนเชสเตอร์แทน มันแสดงให้เห็นถึงความกระหาย ที่อยากประสบความสำเร็จกับแมนฯยูไนเต็ดอย่างแท้จริง

เบ็คแฮม มีวินัยในการฝึกซ้อมสูงมาก เขาทุ่มเททุกวินาที และไม่เคยแสดงความรักสวยรักงาม หรือทำห่วงหน้าหล่อๆของตัวเอง ซึ่งทำให้เฟอร์กูสัน ให้โอกาสเขาลงสนามกับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ในวัย 19 ปี กับอีก 4 เดือน เบ็คแฮม โดนปล่อยตัวให้เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ในลีกทู ยืมตัวครึ่งปี ก่อนที่เฟอร์กี้จะเรียกกลับมาทีมชุดใหญ่อีกครั้ง ก่อนออกสตาร์ตซีซั่น 1995-96 วันแรกที่เบ็คแฮมกลับมา เฟอร์กี้เรียกเบ็คส์มาคุย และบอกว่า “ฟังฉันนะไอ้หนู มีแต่มืออาชีพเท่านั้นที่จะเอาตัวรอดในวงการฟุตบอลอาชีพได้”

เมื่อเลื่อนสู่ทีมชุดใหญ่ ไม่สำคัญแล้วว่าใครจะมาจากไหน จะมาจากอคาเดมี่ หรือถูกซื้อมา ดังนั้นฉันจะปฏิบัติตัวกับแกอย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง มันแปลว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่แกไม่ทำตามกฎของฉัน ฉันเล่นแกเละแน่ แต่ที่ฉันทำไปก็เพื่ออนาคตของแก ถ้าแกไม่มีวินัย แกไม่รอดในวงการนี้หรอก เบ็คแฮม ขึ้นชื่อเรื่องความทุ่มเทในสนามซ้อม เบ็คแฮมไม่เคยมาสาย ไม่เคยหนีซ้อม จบโปรแกรมซ้อมปกติ เขาฝึกหนักเพิ่มจากเดิมอีก นั่นทำให้เฟอร์กี้ยิ่งชอบเบ็คแฮมมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเบ็คส์ใส่เบอร์ 24 แต่พอมาร์ก ฮิวจ์สย้ายออกจากทีมและเบอร์ 10 ว่างลงสักระยะ เฟอร์กี้ก็ยกเบอร์ 10 ให้เบ็คแฮมใส่แทน ทั้งๆที่ตอนนั้นเบ็คส์ เพิ่งอายุแค่ 21 ปีเท่านั้นเอง

2 ปีแรกที่ได้เล่นทีมชุดใหญ่เต็มๆ เขาช่วยสโมสร คว้าแชมป์ลีกทั้ง 2 ปี โดยในบรรดานักเตะทั้งหมดของสโมสร ถ้าไม่นับเอริค คันโตน่า กับ ปีเตอร์ ชไมเคิลแล้ว เบ็คแฮมเป็นคนที่ได้ลงสนามมากที่สุด มากกว่าทั้งกิ๊กส์,สโคลส์ และ เนวิลล์ด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่สำคัญของเบ็คแฮม เกิดขึ้นหลังจบซีซั่น 1996-97 นั่นเอง เมื่อเขาได้เจอกับ วิคตอเรีย อดัมส์ นักร้องสาวจากวงสไปซ์เกิร์ล ทั้งคู่ชอบพอกัน และเริ่มคบหากันเป็นแฟน ซึ่งทำให้โลกนี้เกิดปรากฏการณ์ “พอช-เบ็คส์” ขึ้นมา

จากเดิมชื่อของเบ็คแฮม จะปรากฏแค่เซ็กชั่นข่าวกีฬา คนจะพูดถึงฝีเท้าอันร้ายกาจของเด็กหนุ่ม แต่พอเขามาคบกับวิคตอเรีย มันคือเซเล็บของประเทศในระดับ A-List 2 คน คบกันเอง แน่นอน ทุกอย่าง ทุกประเด็นกลายเป็นข่าวหมด สำหรับอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบเลยจริงๆ เฟอร์กี้ ชอบให้นักเตะทำตัวโลว์โพรไฟล์ ตั้งใจเตะบอลอย่างเดียว โดยไม่ไปสร้างดราม่าอะไรนอกสนาม คือนักเตะแบบพอล สโคลส์ นี่คือตรงตามจินตนาการของเฟอร์กูสันเลย

แต่ในเคสของเบ็คแฮม เฟอร์กี้เองก็กลัวว่าวิคตอเรีย ที่เป็นคนในวงการบันเทิง จะชักจูงให้เบ็คแฮมเสียสมาธิในสนามซ้อม เบ็คแฮมเริ่มเปลี่ยนไปเล็กๆ ในเรื่องการแต่งตัว ที่ดูเนี้ยบขึ้น มีสไตล์ลิชมากขึ้น เริ่มมีการใส่แจ๊กเกตหนังที่ปกติเขาไม่เคยใส่มาก่อน ขณะที่ทรงผม จากหนุ่มผมสีน้ำตาล ก็ไปย้อมเป็นสีทองครั้งแรก ตามด้วยไอเดียการตัดทรงผมสกินเฮด คือ 1-2 ปีเปลี่ยนทรงผมที จุดเล็กๆแบบนี้ เฟอร์กี้ก็ไม่ค่อยชอบหรอก แต่ก็พยายามปล่อยผ่าน เพราะยังไม่มีเหตุอะไรให้ตำหนิได้ เนื่องจากเบ็คแฮมก็ยังมาซ้อมอย่างหนักเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ทว่าหลังจากนั้น เชื่อว่ามี 3 เรื่อง ที่เฟอร์กี้ไม่พอใจวิคตอเรีย จนกลายเป็นมวลสะสม จนเขาระเบิดลงใส่เดวิด เบ็คแฮมอย่างหนักด้วย

เรื่องที่ 1 ซ้อมสายโดดซ้อม

ตั้งแต่เบ็คแฮมเลื่อนชั้นสู่ทีมชุดใหญ่ เขาไม่เคยมาซ้อมสายแม้แต่หนเดียว แต่หลังจากเริ่มคบกับวิคตอเรีย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ช่วงออกสตาร์ตพรีเมียร์ลีก ซีซั่น 1998-99 เบ็คแฮมมีวันหยุด 1 วัน แต่ทว่ามีโปรแกรมต้องซ้อมกับแมนฯยูไนเต็ดตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้น ในวันนั้นวิคตอเรียทำงานอยู่ที่ประเทศไอร์แลนด์ แล้วเขารู้สึกอยากไปหา จึงตัดสินใจบินไปอยู่ไอร์แลนด์คืนนั้น และจะบินกลับมาแมนเชสเตอร์ 6 โมงเช้า เพื่อขับรถไปซ้อมต่อ

“ผมรู้สึกว่า ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องบอกผู้จัดการทีมว่าผมจะทำอะไร” เบ็คแฮมกล่าว ก็มันวันหยุดเขานี่นา เบ็คแฮมไปไอร์แลนด์ กลับมา 6 โมงเช้า และรีบขับรถกลับมาสนามซ้อมให้ทันโปรแกรม 8 โมง เขามาถึงสนามซ้อมแคร์ริงตัน และนั่งอยู่ในเลาจ์น ของนักเตะ อย่างไรก็ตาม มีสายรายงานเฟอร์กี้ไปแล้วว่า เบ็คแฮมบินไปกลับไอร์แลนด์ใน 1 วัน เฟอร์กี้เดินเข้าเลาจ์นนักเตะมา และไม่พูดอะไรกับเบ็คส์เลยแม้แต่คำเดียว

“ผมรู้ละ ว่าตัวเองเจอปัญหาแน่” “คือผมเข้าใจผู้จัดการทีมนะ เขาคงคิดว่าผมไม่ดูแลรักษาสภาพร่างกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอเลย” แต่ในเมื่อเบ็คแฮมไม่ได้มาซ้อมสาย เฟอร์กี้ก็ว่าอะไรไม่ได้มาก แต่ก็บันทึกในใจไว้แล้วว่า เพียงเพราะผู้หญิงคนนี้ ทำให้เบ็คแฮมถึงกับต้องทำอะไรที่ฝืนสภาพร่างกายตัวเอง แต่ความโกรธของเฟอร์กี้ เริ่มจริงๆ ในเดือนกันยายนปี 1999

ในการซ้อมครั้งสำคัญ ก่อนเตะกับสตวร์ม กราซ ในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก เบ็คแฮมไปปาร์ตี้กับภรรยา และกลุ่มเพื่อนสนิท ส่งผลเขามาซ้อมไม่ทันตอนเช้า สื่อมวลชนลงข่าวว่าเบ็คส์เมาเละจนถึงตี 1 ซึ่งแน่นอน เมื่อเบ็คส์ทำพลาด เฟอร์กี้โมโหอย่างหนัก ก่อนปรับเงินค่าจ้าง 1 สัปดาห์ และเรียกไปด่าแบบไม่ไว้หน้าซูเปอร์สตาร์ระดับโลก วินัยของเบ็คแฮมเกิดคำถามขึ้นในใจของเฟอร์กูสันแล้ว

มาสู่เหตุการณ์ครั้งที่ 3 คราวนี้ไม่ได้มาสาย แต่หายไปเลย ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2000 ตอนนั้นแมนฯยูไนเต็ดสะดุดในเกมลีก พวกเขาแพ้นิวคาสเซิล 3-0 แบบเละเทะ พอจบเกมเฟอร์กี้อาละวาดแหลก แล้วบอกทุกคนให้ซ้อมอย่างหนักรากเลือดเป็นการแก้ตัวถึงฟอร์มอันเลวร้ายนัดนี้ เฟอร์กี้ประกาศว่า แมนฯยูไนเต็ด ต้องคัมแบ็กกลับมาให้ได้ในเกมนัดต่อไป ที่จะไปเยือนลีดส์ ยูไนเต็ด ที่เอลแลน โร้ด วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ การซ้อมตลอดสัปดาห์เป็นไปอย่างเข้มข้น จนถึงวันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งในวันศุกร์ จะเป็นโปรแกรมการซ้อมที่สำคัญที่สุด เพราะจะการบอกแท็กติก และกลยุทธ์ก่อนแข่งจริงในเกมสุดสัปดาห์

เช้าวันศุกร์ที่ 18 นั้นเอง บรู๊คลิน ลูกชายวัย 11 เดือน ของเบ็คแฮมไม่สบาย เจ้าหนูบรู๊คลินดูมีไข้ อาการซึม ซึ่งเบ็คแฮมคาดว่ามีอาการสองจิตสองใจ เขาควรอยู่ดูแลลูกดีไหม แม้อาการจะดูไม่หนักมาก ก็น่าจะดูแลลูกใกล้ๆ แต่อีกมุม บรู๊คลินก็ไม่ได้มีอาการหนักอะไร แถมเบ็คส์ก็มีญาติพี่น้องคอยดูแลลูกได้ เขาก็ควรกลับไปซ้อมใหญ่กับสโมสรดีกว่าหรือเปล่า สุดท้าย เบ็คแฮมตัดสินใจเลือกลูก เขาไม่กล้าบอกเฟอร์กูสันโดยตรง จึงใช้วิธีโทรไปบอกสตีฟ แม็คคลาเรน ผู้ช่วยผู้จัดการทีม

“ผมคิดว่าบอกแค่สตีฟก็โอเคแล้ว ผมคิดว่าไม่มีอะไรต้องพูดไปมากกว่านั้นแล้ว” เบ็คแฮมเผย หลังผ่านวันศุกร์ไป อาการของบรู๊คลิน กลับมาเป็นปกติ เบ็คแฮมจึงไปซ้อมกับทีมในวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. แต่ปรากฏว่า เซอร์อเล็กซ์ ไม่พอใจเบ็คแฮมอย่างรุนแรง ที่ตัดสินใจโดยพลการ เฟอร์กี้ไม่ชอบที่เบ็คส์ไม่กล้าบอกเขาโดยตรง และ หนีการซ้อมไปเลย แบบมัดมือชก ต้องการอะไรก็ให้กล้ามาบอกเขาด้วยตัวเองสิ

โอเค เรื่องลูกมันสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่หลบเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับเขาเพราะกลัวโดนด่า คิดว่าเขาจะใจร้ายไม่อนุญาตให้หยุดหรือไง แต่นี่ไปบอกแม็คคลาเรนแบบนั้น แล้วก็โดดไปเลย มันใช้ได้หรอ อีกอย่าง เบ็คส์โทรมาอ้างว่าลูกป่วย โดยไม่มีอะไรยืนยันเลย แล้วขาดงานไปดื้อๆแบบนี้มันใช้ได้หรือ เขาจะรู้ได้ไงว่าที่เบ็คส์ขาดซ้อมเป็นเพราะลูกจริงๆ ไม่ใช่เขาไปเที่ยวกลางคืนแล้วมาซ้อมไม่ไหวเหมือนอย่างครั้งที่แล้วอีก

ที่ผ่านมาก่อนคบวิคตอเรีย เบ็คแฮมเป็นเด็กดีมีวินัย และมีอะไรก็บอกเฟอร์กี้ตรงๆมาตลอด ซึ่งเฟอร์กูสันก็ไม่แน่ใจว่า ที่เบ็คแฮมกล้าดีขึ้น เพราะวิคตอเรียให้ท้ายหรือเปล่า เพื่อให้พร้อมงัดกับเขา การโต้เถียงกันเกิดขึ้นที่สนามซ้อมในช่วงเช้าวันเสาร์ สุดท้ายเฟอร์กี้ไล่เบ็คแฮมให้ไสหัวไปซะจากสนามซ้อม ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนถูกไล่ออกจากสโมสรเลย ผมเดินไปขึ้นรถตัวเองและขับออกไป ก็เจ้านายไล่ผมแล้วนี่เบ็คส์เล่า

แต่ขับรถยังไม่พ้นสนามซ้อมแคร์ริงตัน เบ็คส์ก็พยายามสงบสติอารมณ์ และคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องดี ถ้าเขาจะขาดซ้อม 2 วัน ดังนั้นจึงขับรถกลับไป เพื่อซ้อมคนเดียวลำพังในโรงยิม ปั่นจักรยาน เล่นเวท เพื่อรักษาสภาพความฟิตไป ผมยังเชื่อนะว่าตัวเองจะได้ลงในเกมกับลีดส์ ซึ่งที่เบ็คส์คิดแบบนั้นก็ไม่แปลก ทั้งซีซั่นเบ็คแฮมคือคีย์แมน และเป็นตัวจริงของเฟอร์กูสันมาตลอด เช้าวันอาทิตย์ที่ 20 นักเตะในทีมพร้อมขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปแข่งกับลีดส์ เบ็คแฮมไปรายงานตัวและต้องตกใจ เมื่อเขาไม่มีชื่อเป็น 11 คนแรก

ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่มีชื่อเป็นตัวสำรองอีก 5 คนด้วย! เรียกได้ว่าตัดทิ้งออกจากทีมอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายเบ็คแฮม ต้องไปนั่งบนอัฒจันทร์ ที่เอลแลนโร้ด คอยเชียร์เพื่อนอยู่ห่างๆ ซึ่งผลเกมนั้น แมนฯยูไนเต็ดชนะ 1-0 จากประตูของแอนดี้ โคล จากนัดนั้น เมื่อเฟอร์กี้เห็นว่าเบ็คแฮมได้รับบทเรียนแล้ว จึงส่งลงเป็นตัวจริงในเกมต่อไป นัดที่เจอกับวิมเบิลดัน เฟอร์กี้เคยกล่าวถึงเบ็คแฮมกับเรื่องการซ้อม กับนิตยสารสปอร์ตอิลลัสเทรตว่า

เมื่อก่อนหลังจากซ้อมปกติ เขาจะฝึก ฝึก ฝึก แต่ชีวิตเขาเปลี่ยนตั้งแต่เจอวิคตอเรีย อดัมส์ เธออยู่ในวงการบันเทิง และมันทำให้เดวิดมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น เขาเปลี่ยนจากคนกีฬา ไปสู่โลกของเซเล็บ ผมซึ่งเห็นเขามาแต่เด็ก เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทีเดียว

เรื่องที่ 2 เทสติโมเนียล ดินเนอร์

ในปี 2001 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จัดงานเทสติโมเนียล ดินเนอร์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับวาระการคุมทีม 15 ฤดูกาลของเฟอร์กูสัน ซึ่งภายในงานนักเตะทั้งทีม รวมถึงอดีตผู้เล่น และผู้บริหารของสโมสรมากันอย่างครบครัน ถือเป็นอีเวนต์ใหญ่เลยก็ว่าได้ แน่นอนพระเอกในงาน คนที่จะมาถึงคนสุดท้าย ก็ควรเป็นเซอร์อเล็กซ์ เจ้าของงาน

แต่ทว่าหลังจากทุกคนรวมถึงเซอร์อเล็กซ์มาครบแล้ว มีอยู่ 2 คน ที่ยังไม่มาถึงงานนั่นเดวิด กับวิคตอเรีย เบ็คแฮม กว่าจะมางานก็เริ่มไปแล้ว ซึ่งทำให้สื่อมวลชนจับประเด็นนี้กันว่า เอ๊ะ ทำไมเบ็คแฮมถึงมาสาย ไม่มาตรงเวลาพร้อมนักเตะคนอื่น คือที่อังกฤษเวลานัดเวลาอะไรสักอย่าง เขานับกันเป็นหลักนาที รถไฟทุกขบวน มาตรงเวลาเป๊ะ แล้วเมื่อนัดเวลากันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทำไมเบ็คส์ถึงมาสายได้แบบนั้น

ในตอนนั้นมีคนซุบซิบกันว่า เบ็คแฮม กับวิคตอเรีย เจตนาไปงานช้า เพื่อต้องการแย่งความสำคัญของเฟอร์กูสัน เพื่อการเป็นจุดเด่นของงานแทน เบ็คแฮมมาอธิบายภายหลังว่า คืนนั้นพี่เลี้ยงเด็กที่เขาจ้างมาดูแลลูกชาย บรู๊คลิน ไม่สามารถกล่อมให้บรู๊คลินเข้านอนได้ คือเด็กนั้นไม่ยอมหลับและงอแงมาก ทำให้เบ็คส์ กับวิคตอเรีย ต้องอยู่กล่อมจนกว่าลูกจะหลับแล้วถึงจะไปงานได้

“มันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ถูกทำเป็นข่าวซะใหญ่โต” เบ็คแฮมกล่าว แต่ก็การพูดถึงเหมือนกันว่าเคสนี้ แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้เฟอร์กี้อีกครั้ง

เรื่องที่ 3 สตั๊ดเหินหาว

กุมภาพันธ์ปี 2003 แมนฯยูไนเต็ด แพ้อาร์เซน่อล ตกรอบเอฟเอคัพ คาบ้านตัวเอง เฟอร์กูสันไม่พอใจมาก ที่โรแบร์ ปิแรส สามารถเจาะฝั่งขวาของแมนฯยู ได้อย่างง่ายดาย แกรี่ เนวิลล์ เติมสูงเกินไป ส่วนเบ็คแฮมก็ไม่มุ่งมั่นที่จะช่วยคัฟเวอร์เลย จบเกมเฟอร์กี้โจมตีใส่เบ็คแฮมว่า ทำให้ทีมตกต่ำ และไม่สนใจฟังแผนการเล่นที่ทีมวางเอาไว้ ซึ่งเบ็คแฮมก็ตอบโต้กลับไปว่า เขาเล่นดีเต็มที่แล้ว การแพ้อาร์เซน่อลมันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว ทำไมต้องมาเจาะจงด่ากันแบบนี้

ดีเอโก้ ฟอร์ลัน คนกลางของเหตุการณ์ที่อยู่ในห้องแต่งตัววันนั้นด้วย บอกว่า ต่างคนต่างเถียงกันด้วยคำที่แรงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย เรื่องเหมือนจะจบ แต่เบ็คส์ไม่จบ มีพูดประโยคสุดท้ายใส่เฟอร์กี้ นั่นทำให้เฟอร์กูสันหันกลับมาหวดสตั๊ดที่วางอยู่บนพื้น สตั๊ดพุ่งไปโดนเหนือคิ้วซ้ายของเบ็คแฮมอย่างแม่นยำ เบ็คแฮมไปจับที่คิ้วของตัวเอง และสัมผัสถึงเลือดสีแดง ทำให้เขาโมโหจะพุ่งเข้าใส่เฟอร์กี้ แต่เฟอร์กี้ไม่มีกลัว ยืนนิ่งๆไม่ไหวติง

ก่อนที่เพื่อนร่วมทีม กิ๊กส์ ,เนวิลล์ และฟาน นิสเตลรอย จะมาขวางเบ็คแฮมเอาไว้ไม่ให้ถึงตัวเฟอร์กูสันได้ หลังจากทุกอย่างสงบวันรุ่งขึ้นเฟอร์กี้เรียกเบ็คแฮมมาคุยที่ออฟฟิศ เขาขอโทษเบ็คแฮมโดยบอกว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ็บตัว จากนั้นก็มาคุยกันว่า สาเหตุที่เขาต้องต่อว่าเบ็คแฮมหลังเกมกับอาร์เซน่อลคืออะไร

แต่เบ็คแฮมไม่ฟังแล้ว เขาไม่ปริปากพูดอะไรเลย ในวันต่อมา เบ็คแฮมคาดผมมาสนามซ้อมเพื่อให้สื่อมวลชนเห็นแผลที่คิ้วของเขาชัดเจนขึ้น ซึ่งเรื่องภายในของเบ็คส์ กับเฟอร์กี้ จึงหลุดออกไปถึงสื่อมวลชน ซึ่งมีกระแสข่าวลือว่า วิคตอเรีย เป็นคนแนะนำให้เบ็คส์คาดผมไปซ้อม เพื่อแสดงให้สังคมได้เห็นว่าเขาโดนทำร้ายร่างกาย

หลังเรื่องนี้หลุดออกไป สังคมก็เห็นใจเบ็คส์เยอะขึ้น และโจมตีเฟอร์กูสันว่าเล่นแรงเกินไปกับลูกทีมของตัวเอง ซึ่งมันทำให้เฟอร์กี้ตัดสินใจได้เด็ดขาดว่า “เบ็คแฮมต้องย้ายออกไปซะ  ทันทีที่ผู้เล่นคิดว่าตัวเขาเจ๋ง และใหญ่กว่าผู้จัดการทีม เขาก็ต้องย้ายสโมสรออกไป ผมบอกเสมอว่าทันทีที่ผู้จัดการทีมเสียการควบคุม สโมสรฟุตบอลก็จบทันที เพราะนักเตะจะควบคุมกันเอง และถ้าเป็นแบบนั้น มันก็เป็นปัญหาวิกฤติแน่ สุดท้ายหลังจบซีซั่น 2002-03 เบ็คแฮม ก็ต้องย้ายออกจากแมนฯยูไนเต็ด ไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ในราคา 25 ล้านปอนด์

ความเปลี่ยนแปลงของเดวิด เบ็คแฮม ตั้งแต่คบหากับวิคตอเรีย จนถึงย้ายทีม ทำให้เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดนแซวมาตลอดว่า เขาคงจะเกลียดวิคตอเรียมาก ที่ทำให้เด็กหนุ่มที่เขาปลุกปั้นเปลี่ยนไปเป็นคนละคนขนาดนี้ นั่นจึงเป็นที่มาของคำถาม “กระสุน 1 ลูก” ตอนต้นเรื่องของเรานั่นเอง เฟอร์กี้ยอมรับในภายหลังว่า “เบ็คแฮม เขาเสียโอกาสที่จะเป็นนักเตะระดับโลก เขามีฝีเท้าไปได้ไกลถึงขนาดนั้น แต่เขาดันเลือกวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ และความเป็นสตาร์แทนที่จะเป็นฟุตบอล”

ทันทีที่เขาตกหลุมรักกับวิคตอเรีย ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่สุดท้าย เรื่องนี้ เราก็เข้าใจได้ทุกฝ่าย สำหรับเฟอร์กูสัน เขาไม่ชอบความหวือหวาใดๆทั้งสิ้น เฟอร์กี้เป็นคนฟุตบอลตัวจริง ที่อยากให้ผู้เล่นของเขา สนใจแต่ฟุตบอลเท่านั้น เขากลัวว่าสิ่งไขว้เขวอื่นใด จะทำให้นักเตะเสียโฟกัส และไม่ทุ่มเทเต็มร้อยในสนามซ้อมและสนามแข่ง ใจเขาอยากให้เบ็คแฮมเป็นเด็กผู้ชายบ้าฟุตบอลเหมือนสมัยอยู่อคาเดมี่ เป็นเด็กปั้นคนเดิมคนนั้นตลอดไป

แต่สำหรับเดวิด เบ็คแฮม นั่นคือผู้เล่นระดับปรากฏการณ์ ยิ่งหลังจากคบกับวิคตอเรีย เบ็คส์ไปไกลเกินกว่าโลกฟุตบอลแล้ว แต่เป็นไอคอนของคนทั้งโลก แม้แต่คนไม่ดูบอลยังรู้จัก ดังนั้นจะมาใช้ชีวิตโลว์โพรไฟล์แบบ พอล สโคลส์ มันก็คงไม่ใช่ทางของเบ็คแฮมเหมือนกัน ในเมื่อความรักห้ามกันไม่ได้ เบ็คแฮมก็ต้องคู่กับวิคตอเรีย ดังนั้นความสัมพันธ์ของเขากับแมนฯยูไนเต็ด ในยุคเฟอร์กี้ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ท้ายที่สุดก็ต้องแยกทางกันไปในที่สุด

แต่การจบกันครั้งนั้น เมื่อมาย้อนดูตอนนี้ก็เป็นเรื่องดีกับทุกฝ่าย สำหรับเฟอร์กี้ ก็ได้เบอร์ 7 ที่ว่างลง นำมาสู่การเข้ามาของเบอร์ 7 คนใหม่ ที่ชื่อคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และปีศาจแดงก็เข้าสู่ตำนานบทใหม่ตั้งแต่นั้น ส่วนเบ็คแฮม ความรักของเขากับวิคตอเรียก็ยังแข็งแกร่ง ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 4 คน พอย้ายออกจากแมนฯยู ก็ประสบความสำเร็จด้วยดีทั้งกับเรอัล มาดริด และ แอลเอ แกแล็กซี่ วันนี้แม้จะแขวนสตั๊ดไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งเหมือนเดิม แฮปปี้เอ็นดิ้งกันทั้งหมด ดังนั้น ถ้าตอนนี้ถ้ามีคนไปถามอเล็กซ์ เฟอร์กูสันว่า มีกระสุนสัก 1 นัด คุณอยากเอาไปยิงใคร คำตอบอาจไม่ใช่ วิคตอเรีย กับ เวนเกอร์อีกแล้ว แล้วจะเป็นใครดี คำตอบของเฟอร์กี้อาจเป็น ลินการ์ด บีนส์ บีนส์ บีนส์ ก็ได้นะ

error: Content is protected !!